(FICฺBB) Love Is.....

posted on 31 Aug 2010 21:04 by pucharapa
 Title :: Love Is.....
Pairing :: TOP x Jiyong
Author :: u4570163
POST & Re-write :: J-chan
Rating :: เจ้าของเรื่องบอก 20 อัพ คนโพสเลยด่า “ อนุบาลเหอะแก มีอยู่แค่เนี๊ย”
Author’s Note :: ขอชี้แจงก่อนนะค่ะ  ฟิคเรื่องนี้ ไอ้เจ ไม่ได้เป็นคนแต่ง  แต่นำฟิคของเพื่อนมารีไรท์ (( ต้นฉบับเป็น GLAY อะ ))  โดยเจ้าเรื่องรับทราบ และอนุญาติเรียบร้อยแล้ว.....และขอความกรุณาคนที่เข้่ามาอ่านช่วนเม้น แสดงความคิดเห็น  ติ ชมกันได้เต็มที่   เพราะ ไรเตอร์ ((u4570163 ))  อยากทราบความคิดเห็นจากทุกคนเช่นกันค่ะ.....ขอบคุณค่าาาาา

----------------------------


ถึง แม้จะรู้ดีว่ามะรืนนี้จะเป็นวันแห่งความรัก แต่จียงเองก็รู้ดีว่าเขาคงไม่มีทางที่จะเหมือนคู่รักอื่นๆ ที่ต่างตั้งหน้าตั้งตาคอยให้วันที่แสนหวานมาถึง ในเมื่อคนรักของเขาเป็นพวกบ้างานชนิดเสพติดเข้าเส้นเลือด เขาจึงแทบจะไม่เคยหวังให้อะไรเกิดขึ้นเลยในวันเทศกาลแบบนี้ จะให้เขาหาช่อดอกไม้ช่อใหญ่ๆ ไปเซอร์ไพส์ซึงฮยอนงั้นเหรอ? หรือจะให้เขายื่นช็อกโกแลตแล้วบอกว่า ‘แฮปปี้วาเลนไทน์’หรือจะให้เขาชวนซึงฮยอนไปหาอะไรทานแล้วบอกว่าประมาณว่าดิน เนอร์มื้อพิเศษ ความคิดพวกนั้นมันแทบจะไม่เคยมีอยู่ในหัวเขาเลยสักนิด ไม่ใช่ว่าจะไม่ให้ความสำคัญกับเทศกาล เพียงแต่ว่า...เขาไม่รู้จะให้ความสำคัญไปทำไมในเมื่อสำหรับซึงฮยอนแล้ว มีแต่งาน...งาน...งาน....งาน....งาน....แล้วก็......งาน

มันจะอาจ จะทำใจลำบากอยู่สักหน่อยที่มีรักบ้างานอย่างนี้ แต่มันเป็นส่วนที่ทำให้เขาตัดสินใจที่จะเดินไปด้วยกันกับซึงฮยอนไม่ใช่หรือ ไง? เมื่อไรกันนะที่เขาตัดสินใจจะเดินไปพร้อมคนบ้างานแบบนี้ ทั้งๆ ที่มันไม่ได้เป็นส่วนที่ดีเลยด้วยซ้ำ ยิ่งคิดในหัวเขาก็ยิ่งไม่มีคำตอบ และไม่รู้ว่าจะตอบไปทำไมในเมื่อตอนนี้เขาตัดสินใจทำลงไปแล้ว การเป็นคนรักของซึงฮยอนก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรมากนัก จะแย่ก็หน่อยตรงที่บางทีซึงฮยอนไม่ค่อยจะโรแมนติกก็แค่นั้น ทำไมใครๆ ถึงได้ชอบพูดว่าคนรักของเขาเป็นคนโรแมนติกเข้าขั้น ทั้งๆ ที่เขากลับรู้สึกว่าเขาไม่เคยเห็นคำๆ นี้จะเข้ากับซึงฮยอนเลยด้วยซ้ำ บางทีความโรแมนติกสุดๆ ของซึงฮยอนคงจะเป็นการได้อยู่ด้วยกันในคืน
คริสมาสต์ปีก่อนโน้นก็เป็นได้ละ มั้ง

ยิ่ง คิดจียงก็ยิ่งอ่อนใจจนเผลอไม่สบอารมณ์กับงานแบบสร้อยข้อมือสตรีตรงหน้า ไปด้วย ทั้งๆ ที่มันไม่ได้เป็นงานออกแบบชิ้นแรก แต่ทำไมเขากลับใช้เวลาในการคิดและสร้างสรรค์แบบนานกว่าปกตินักนะ ถ้าเป็นเมื่อก่อนป่านนี้เขาคงมีแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์จนคิดงานได้หลาย ชิ้น แต่ตอนนี้เขากลับรู้สึกหมดไฟจนพาลเบื่อหน่าย หรือว่านี้จะเป็นอิทธิพลของวันวาเลนไทน์ที่จืดชืด?

ในเมื่อนั่งต่อ ไปก็ไม่มีอะไรดีขึ้น จียงจึงตัดสินใจเก็บข้าวเก็บของลงกระเป๋าเป้ตัวเอง แล้วถอนหายใจอีกเล็กน้อยให้กับตัวเอง แล้วจึงก้าวออกไปพร้อมกับความรู้สึกหนักอึ้งเล็กๆ บนบ่าของตัวเอง

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

“จะรีบทำงานไปไหนวะพี่ท็อป”

เสียงยองเบเพื่อนร่วมงานต่อว่าเขาในทันทีเมื่อยังคงเห็นชายหนุ่มนั่งอยู่ในท่าเดิมและเคาะปลายดินสอข้างสลับเป็นจังหวะสม่ำเสมอ

ถึง แม้ในตอนนี้จิตใจเขาจะจดจ่อกับงานที่ทำ แต่เขาก็รู้ดีว่าวันพรุ่งนี้จะเป็นวันวาเลนไทน์และเขาตั้งใจที่จะทำให้ตัว เองว่างมากที่สุด เพื่อจะได้ใช้เวลาอยู่กับคนที่ตัวเองรักในเต็มที่ ดังนั้นเขาจึงแทบจะไม่สนใจสายตาสงสัยของยองเบเลยด้วยซ้ำ

ไม่ใช่ว่า ไม่รู้หรอกว่าตัวเองเป็นพวกเสพติดการทำงานหนัก...และบ้ามากจน จียงเองก็ยังอดเหน็บเขาไม่ได้ แต่ถ้าจะให้เขาเปลี่ยนแปลงตัวเองก็เป็นสิ่งที่เขาทำไม่ได้เช่นกัน ในเมื่อเขายึดตัวเองมากกว่าที่จะยึดจียงเป็นศูนย์กลาง และเขาคงทำไม่ได้ที่จะให้โลกทั้งใบของตัวเองมีจียงอยู่แกนกลาง มันเป็นความไม่พอดีกันเลยของคนสองคน ซึ่งเขาเองก็รู้ดี

แต่ว่า... ภายใต้ความไม่พอดีนั้นเขาเองก็มีความสุขไม่ใช่เหรอ? ถึงแม้มันจะเป็นความสุขเล็กๆ น้อยๆ ที่บางครั้งแม้แต่จียงเองก็ยังมองข้าม แต่นั้นมันก็เป็นความรู้สึกของเขาจริงๆ

“เฮ้ยยยย....” ยองเบของเขาเริ่มส่งเสียงดัง “พี่ไม่ต้องเร่งทำงานก็ได้...พรุ่งนี้ ‘ว่าง’ ไม่ใช่เหรอ”

น้ำ เสียงที่เน้นว่า ‘ว่าง’ ทำให้เขาชะงักงานที่อยู่ในมือแล้วเงยหน้ามองยองเบทันที แต่ภายในใจเขาก็ไม่ได้โกรธเคืองอะไรในเมื่อในสายตาคนอื่นๆ แล้วเขาก็คือคนที่น่าจะเป็นคนโสดคนหนึ่ง ไม่น่าจะมีสิ่งที่เรียกว่าแฟนไว้เป็นยาชูกำลังใจแบบคนอื่นๆ ในแผนก ที่ต่างพยายามเคลียร์งานในเสร็จ เพื่อจะได้ไปเดทกันในคืนวาเลนไทน์

“ฉันพูดอะไรผิดหรือเปล่า” เจ้าตัวถามไปโดยไม่คิดอะไร
“ผิด” เขาเน้นเสียง “ผิดอย่างมากด้วย”
“เดี๋ยวนะ..เดี๋ยว”ยองเบเขาเปลี่ยนท่าทีกะทันหัน “พี่หมายความว่ายังไง”

ซึง ฮยอนยังคงเฉยไม่ตอบอะไร นอกจากเปลี่ยนไปมองงานที่อยู่ในมือแทน ตอนนี้ปัญหาเกี่ยวกับการตลาดของงานออกแบบชิ้นใหญ่ของซึงรียังคงมีปัญหา ไม่ใช่ว่างานออกแบบมันไม่ดีหรอก แต่ปัญหามันเกิดขึ้นเพราะฝ่ายสำรวจข้อมูล ตอบโจทย์ความสวยงามของสร้อยคอสตรีรุ่นใหม่ได้ไม่ดีพอต่างหาก เลยทำให้งานของซึงรีไม่ได้รับการตอบรับจากตลาดผู้หญิงรุ่นใหม่วัยทำงาน สักเท่าไร เลยกลายเป็นหน้าที่เขาโดยปริยายที่จะต้องเข้ามานั่งแก้ไข พร้อมวางแผนโปรโมทและพยายามปรับเปลี่ยนสิ่งที่น่าจะไม่ใช่ให้เป็นสิ่งที่ใช่

“อ้าว..อย่าเงียบสิพี่!!” ยองเบเขายังคงตื้อเอาคำตอบ “ฉันอยากรู้นะเฟ้ย!!!”

ซึงฮยอนเคาะปลายดินสอกับบนขอบโต๊ะอีกสี่ห้าครั้ง คำตอบของแผนงานโปรโมทสินค้นใหม่ก็เสร็จสิ้น แล้วเปลี่ยนไปเก็บข้าวของลงกระเป๋าแทน

“ก็อย่างที่นายเข้าใจ...ถูกแล้ว” เขาตอบ “ไม่เห็นจะต้องถามซ้ำเลย”
“ไม่ได้ๆ” ยองเบปฏิเสธเสียงแข็ง “เรื่องแบบนี้ต้องถามให้ชัดเจน ตกลงว่าพี่มีแฟนแล้วจริงๆ เหรอ”

นอกจากจะไม่ตอบแล้วรอยยิ้มบางๆ บนใบหน้าที่ค่อนข้างซีเรียสอยู่ตลอดเวลายิ่งทำให้คนตั้งคำถามยิ่งสงสัยมากขึ้น

“แฟนน่ะไม่มีหรอก” ซึงฮยอนตอบ “แต่ถ้าคนรักนะ..มี”

มัน เป็นคำตอบสั้นๆ ก่อนที่เจ้าตัวจะเดินขอตัวหนีออกไป ทิ้งให้คนช่างสงสัยได้แต่นึกเปรียบเทียบความหมายระหว่าง ‘แฟน’ กับ ‘คนรัก’ ว่ามันต่างกันยังไง

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

ถึง แม้นาฬิกาจะบอกเวลาเที่ยงคืนกว่า แต่ซึงฮยอนก็รู้ดีว่าเมื่อเขากลับถึงบ้าน เขาจะต้องเจอกับอะไรบ้าง ดังนั้นเขาจึงไม่ตกใจเท่าไรนักที่จะเห็นรองเท้าอีกคู่หนึ่งวางอยู่อย่างเป็น ระเบียบข้างตู้เก็บรองเท้า ชายหนุ่มจึงรีบถอดรองเท้าตัวเองแล้วเก็บใส่ตู้ให้เป็นระเบียบ ก่อนจะโยนสลิปเปอร์ลงบนพื้น แล้วใส่เดินเข้ามาข้างในห้องอพาร์ทเม้นท์ของตัวเอง

ความจริงเขาเองก็ ไม่ใช่คนที่พิถีพิถันอะไรมากมายนักกับเรื่องการเก็บ รองเท้า แต่พอจียงย้ายเข้ามาอะไรๆ ที่ไม่ต้องพิถีพิถันกลับมาต้องเปลี่ยนไป จนทำให้ตอนนี้เขาเริ่มรู้สึกว่าตัวเองเริ่มมีระเบียบขึ้นมาบ้าง ชายหนุ่มยังคงเดินคลำทางไปยังห้องครัวท่ามกลางความมืด จนเมื่อเดินมาถึงเขาจึงตัดสินใจเปิดไฟและพบเห็นกับสิ่งที่ทำให้เขามีรอยยิ้ม บนใบหน้าอีกครั้งหนึ่ง

ชุดอาหารมื้อเย็นที่เย็นชืดวางอยู่อย่าง เป็นระเบียบ แถมมีพลาสติกห่อไว้อย่างดี ทำให้ซึงฮยอนไม่รอช้าที่จะเดินไปนั่งหลังโต๊ะ พร้อมถกแขนเสื้อขึ้นแล้วบรรจงแกะพลาสติกที่คลุมอยู่ออก

มันก็เป็น อาหารเรียบง่ายอย่างซุปมิโสะกับหมูย่างคลุกซีอิ๊ว หากแต่ซึงฮยอนกลับรู้สึกอร่อยอย่างบอกไม่ถูก เขาจึงเผลอรีบร้อนคีบข้าวและเนื้อหมูเข้าปากไม่หยุด บางครั้งก็ยกถ้วยซุปขึ้นซดเพื่อให้คล่องคอ จนไม่ได้ยินเสียงฝีเท้าที่เดินเข้ามาใกล้ๆ ห้องครัว กว่าจะรู้ตัวอีกทีเงาของจียงก็เข้ามาประชิดตัวพร้อมยืนกอดอกมองดูเขาอย่าง ปลงๆ

“กลับมาแล้วเหรอ”

จียงถามพร้อมรอยยิ้มบางๆ ก่อนจะยื่นมือไปปัดเม็ดข้าวที่ติดอยู่ข้างแก้มซึงฮยอน

“กินข้าวยังไงของพี่เนี้ย” จียงส่งเสียงดุ “กินข้าวเป็นเด็กไปได้”

ซึงฮยอนไม่ได้แก้ตัวอะไรนอกจากปล่อยให้จียงยืนจัดการเขาราวกับเขาเป็นเด็ก และนึกอุ่นใจทุกครั้งที่มีเม็ดข้าวติดอยู่ที่แก้มตัวเอง

“ตื่นมาดูฉันเหรอ” เขาถามพลางคีบข้าวคำต่อไป
“ใครว่า...”จียงปฏิเสธฉับพลัน “ได้ยินเสียงกุกกักๆ นึกว่าขโมยขึ้นบ้าน”

สี หน้าเมินเฉยพร้อมกับรอยยิ้มอ่อนใจ ทำให้ซึงฮยอนนึกอยากจะดึงเจ้าตัวมากอดไว้บนตักตัวเอง แต่ทว่ามื้ออาหารเย็นที่กำลังเอร็ดอร่อย พร้อมกับเสียงท้องร้องเบาๆ มันทำให้เขาเลือกที่จะไม่ทำให้สิ่งที่ตัวเองอยากทำ จียงจึงขยับตัวไปพิงขอบโต๊ะใกล้ๆ เขาแทน

“แล้วเป็นยังไงบ้างล่ะ” จียงถาม “แก้แผนการตลาดใหม่เสร็จหรือยัง”

คำ ถามของจียงทำให้ซึงฮยอนพยักหน้าเป็นคำตอบ และไม่นึกตกใจแม้แต่นิดเดียวที่อยู่ดีๆ จียงก็ถามเขาขึ้นมา ในเมื่อบริษัทของเขาเป็นบริษัทด้านการตลาดที่กำลังดูแลผลประโยชน์ในกับ บริษัทออกแบบเครื่องประดับหน้าใหม่ของวงการ ที่จียงกำลังเป็นนักออกแบบอยู่ ทุกอย่างที่จียงออกแบบ มันก็ต้องผ่านตาเขา และงานการตลาดเกือบทุกงานจียงเองก็รับรู้

“เสร็จแล้ว” ซึงฮยอนตอบ “เลยได้กลับบ้านเร็ว”

อากัป กิริยาที่บางทีก็เหมือนเด็กทำให้จียงอดยิ้มไม่ได้ เขาได้แต่ยืนพิงขอบโต๊ะพร้อมกอดอกและทอดสายตาลงมองคนที่ตัวสูงใหญ่ตรงหน้า โซ้ยข้าวอย่างไม่เกรงใจ เมื่อไหร่นะที่เขาคุ้นชินกับอากัปกิริยาแบบนี้และเมื่อไหร่นะที่เขาหลง