(FICฺBB) Love Is.....

posted on 31 Aug 2010 21:04 by pucharapa
 Title :: Love Is.....
Pairing :: TOP x Jiyong
Author :: u4570163
POST & Re-write :: J-chan
Rating :: เจ้าของเรื่องบอก 20 อัพ คนโพสเลยด่า “ อนุบาลเหอะแก มีอยู่แค่เนี๊ย”
Author’s Note :: ขอชี้แจงก่อนนะค่ะ  ฟิคเรื่องนี้ ไอ้เจ ไม่ได้เป็นคนแต่ง  แต่นำฟิคของเพื่อนมารีไรท์ (( ต้นฉบับเป็น GLAY อะ ))  โดยเจ้าเรื่องรับทราบ และอนุญาติเรียบร้อยแล้ว.....และขอความกรุณาคนที่เข้่ามาอ่านช่วนเม้น แสดงความคิดเห็น  ติ ชมกันได้เต็มที่   เพราะ ไรเตอร์ ((u4570163 ))  อยากทราบความคิดเห็นจากทุกคนเช่นกันค่ะ.....ขอบคุณค่าาาาา

----------------------------


ถึง แม้จะรู้ดีว่ามะรืนนี้จะเป็นวันแห่งความรัก แต่จียงเองก็รู้ดีว่าเขาคงไม่มีทางที่จะเหมือนคู่รักอื่นๆ ที่ต่างตั้งหน้าตั้งตาคอยให้วันที่แสนหวานมาถึง ในเมื่อคนรักของเขาเป็นพวกบ้างานชนิดเสพติดเข้าเส้นเลือด เขาจึงแทบจะไม่เคยหวังให้อะไรเกิดขึ้นเลยในวันเทศกาลแบบนี้ จะให้เขาหาช่อดอกไม้ช่อใหญ่ๆ ไปเซอร์ไพส์ซึงฮยอนงั้นเหรอ? หรือจะให้เขายื่นช็อกโกแลตแล้วบอกว่า ‘แฮปปี้วาเลนไทน์’หรือจะให้เขาชวนซึงฮยอนไปหาอะไรทานแล้วบอกว่าประมาณว่าดิน เนอร์มื้อพิเศษ ความคิดพวกนั้นมันแทบจะไม่เคยมีอยู่ในหัวเขาเลยสักนิด ไม่ใช่ว่าจะไม่ให้ความสำคัญกับเทศกาล เพียงแต่ว่า...เขาไม่รู้จะให้ความสำคัญไปทำไมในเมื่อสำหรับซึงฮยอนแล้ว มีแต่งาน...งาน...งาน....งาน....งาน....แล้วก็......งาน

มันจะอาจ จะทำใจลำบากอยู่สักหน่อยที่มีรักบ้างานอย่างนี้ แต่มันเป็นส่วนที่ทำให้เขาตัดสินใจที่จะเดินไปด้วยกันกับซึงฮยอนไม่ใช่หรือ ไง? เมื่อไรกันนะที่เขาตัดสินใจจะเดินไปพร้อมคนบ้างานแบบนี้ ทั้งๆ ที่มันไม่ได้เป็นส่วนที่ดีเลยด้วยซ้ำ ยิ่งคิดในหัวเขาก็ยิ่งไม่มีคำตอบ และไม่รู้ว่าจะตอบไปทำไมในเมื่อตอนนี้เขาตัดสินใจทำลงไปแล้ว การเป็นคนรักของซึงฮยอนก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรมากนัก จะแย่ก็หน่อยตรงที่บางทีซึงฮยอนไม่ค่อยจะโรแมนติกก็แค่นั้น ทำไมใครๆ ถึงได้ชอบพูดว่าคนรักของเขาเป็นคนโรแมนติกเข้าขั้น ทั้งๆ ที่เขากลับรู้สึกว่าเขาไม่เคยเห็นคำๆ นี้จะเข้ากับซึงฮยอนเลยด้วยซ้ำ บางทีความโรแมนติกสุดๆ ของซึงฮยอนคงจะเป็นการได้อยู่ด้วยกันในคืน
คริสมาสต์ปีก่อนโน้นก็เป็นได้ละ มั้ง

ยิ่ง คิดจียงก็ยิ่งอ่อนใจจนเผลอไม่สบอารมณ์กับงานแบบสร้อยข้อมือสตรีตรงหน้า ไปด้วย ทั้งๆ ที่มันไม่ได้เป็นงานออกแบบชิ้นแรก แต่ทำไมเขากลับใช้เวลาในการคิดและสร้างสรรค์แบบนานกว่าปกตินักนะ ถ้าเป็นเมื่อก่อนป่านนี้เขาคงมีแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์จนคิดงานได้หลาย ชิ้น แต่ตอนนี้เขากลับรู้สึกหมดไฟจนพาลเบื่อหน่าย หรือว่านี้จะเป็นอิทธิพลของวันวาเลนไทน์ที่จืดชืด?

ในเมื่อนั่งต่อ ไปก็ไม่มีอะไรดีขึ้น จียงจึงตัดสินใจเก็บข้าวเก็บของลงกระเป๋าเป้ตัวเอง แล้วถอนหายใจอีกเล็กน้อยให้กับตัวเอง แล้วจึงก้าวออกไปพร้อมกับความรู้สึกหนักอึ้งเล็กๆ บนบ่าของตัวเอง

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

“จะรีบทำงานไปไหนวะพี่ท็อป”

เสียงยองเบเพื่อนร่วมงานต่อว่าเขาในทันทีเมื่อยังคงเห็นชายหนุ่มนั่งอยู่ในท่าเดิมและเคาะปลายดินสอข้างสลับเป็นจังหวะสม่ำเสมอ

ถึง แม้ในตอนนี้จิตใจเขาจะจดจ่อกับงานที่ทำ แต่เขาก็รู้ดีว่าวันพรุ่งนี้จะเป็นวันวาเลนไทน์และเขาตั้งใจที่จะทำให้ตัว เองว่างมากที่สุด เพื่อจะได้ใช้เวลาอยู่กับคนที่ตัวเองรักในเต็มที่ ดังนั้นเขาจึงแทบจะไม่สนใจสายตาสงสัยของยองเบเลยด้วยซ้ำ

ไม่ใช่ว่า ไม่รู้หรอกว่าตัวเองเป็นพวกเสพติดการทำงานหนัก...และบ้ามากจน จียงเองก็ยังอดเหน็บเขาไม่ได้ แต่ถ้าจะให้เขาเปลี่ยนแปลงตัวเองก็เป็นสิ่งที่เขาทำไม่ได้เช่นกัน ในเมื่อเขายึดตัวเองมากกว่าที่จะยึดจียงเป็นศูนย์กลาง และเขาคงทำไม่ได้ที่จะให้โลกทั้งใบของตัวเองมีจียงอยู่แกนกลาง มันเป็นความไม่พอดีกันเลยของคนสองคน ซึ่งเขาเองก็รู้ดี

แต่ว่า... ภายใต้ความไม่พอดีนั้นเขาเองก็มีความสุขไม่ใช่เหรอ? ถึงแม้มันจะเป็นความสุขเล็กๆ น้อยๆ ที่บางครั้งแม้แต่จียงเองก็ยังมองข้าม แต่นั้นมันก็เป็นความรู้สึกของเขาจริงๆ

“เฮ้ยยยย....” ยองเบของเขาเริ่มส่งเสียงดัง “พี่ไม่ต้องเร่งทำงานก็ได้...พรุ่งนี้ ‘ว่าง’ ไม่ใช่เหรอ”

น้ำ เสียงที่เน้นว่า ‘ว่าง’ ทำให้เขาชะงักงานที่อยู่ในมือแล้วเงยหน้ามองยองเบทันที แต่ภายในใจเขาก็ไม่ได้โกรธเคืองอะไรในเมื่อในสายตาคนอื่นๆ แล้วเขาก็คือคนที่น่าจะเป็นคนโสดคนหนึ่ง ไม่น่าจะมีสิ่งที่เรียกว่าแฟนไว้เป็นยาชูกำลังใจแบบคนอื่นๆ ในแผนก ที่ต่างพยายามเคลียร์งานในเสร็จ เพื่อจะได้ไปเดทกันในคืนวาเลนไทน์

“ฉันพูดอะไรผิดหรือเปล่า” เจ้าตัวถามไปโดยไม่คิดอะไร
“ผิด” เขาเน้นเสียง “ผิดอย่างมากด้วย”
“เดี๋ยวนะ..เดี๋ยว”ยองเบเขาเปลี่ยนท่าทีกะทันหัน “พี่หมายความว่ายังไง”

ซึง ฮยอนยังคงเฉยไม่ตอบอะไร นอกจากเปลี่ยนไปมองงานที่อยู่ในมือแทน ตอนนี้ปัญหาเกี่ยวกับการตลาดของงานออกแบบชิ้นใหญ่ของซึงรียังคงมีปัญหา ไม่ใช่ว่างานออกแบบมันไม่ดีหรอก แต่ปัญหามันเกิดขึ้นเพราะฝ่ายสำรวจข้อมูล ตอบโจทย์ความสวยงามของสร้อยคอสตรีรุ่นใหม่ได้ไม่ดีพอต่างหาก เลยทำให้งานของซึงรีไม่ได้รับการตอบรับจากตลาดผู้หญิงรุ่นใหม่วัยทำงาน สักเท่าไร เลยกลายเป็นหน้าที่เขาโดยปริยายที่จะต้องเข้ามานั่งแก้ไข พร้อมวางแผนโปรโมทและพยายามปรับเปลี่ยนสิ่งที่น่าจะไม่ใช่ให้เป็นสิ่งที่ใช่

“อ้าว..อย่าเงียบสิพี่!!” ยองเบเขายังคงตื้อเอาคำตอบ “ฉันอยากรู้นะเฟ้ย!!!”

ซึงฮยอนเคาะปลายดินสอกับบนขอบโต๊ะอีกสี่ห้าครั้ง คำตอบของแผนงานโปรโมทสินค้นใหม่ก็เสร็จสิ้น แล้วเปลี่ยนไปเก็บข้าวของลงกระเป๋าแทน

“ก็อย่างที่นายเข้าใจ...ถูกแล้ว” เขาตอบ “ไม่เห็นจะต้องถามซ้ำเลย”
“ไม่ได้ๆ” ยองเบปฏิเสธเสียงแข็ง “เรื่องแบบนี้ต้องถามให้ชัดเจน ตกลงว่าพี่มีแฟนแล้วจริงๆ เหรอ”

นอกจากจะไม่ตอบแล้วรอยยิ้มบางๆ บนใบหน้าที่ค่อนข้างซีเรียสอยู่ตลอดเวลายิ่งทำให้คนตั้งคำถามยิ่งสงสัยมากขึ้น

“แฟนน่ะไม่มีหรอก” ซึงฮยอนตอบ “แต่ถ้าคนรักนะ..มี”

มัน เป็นคำตอบสั้นๆ ก่อนที่เจ้าตัวจะเดินขอตัวหนีออกไป ทิ้งให้คนช่างสงสัยได้แต่นึกเปรียบเทียบความหมายระหว่าง ‘แฟน’ กับ ‘คนรัก’ ว่ามันต่างกันยังไง

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

ถึง แม้นาฬิกาจะบอกเวลาเที่ยงคืนกว่า แต่ซึงฮยอนก็รู้ดีว่าเมื่อเขากลับถึงบ้าน เขาจะต้องเจอกับอะไรบ้าง ดังนั้นเขาจึงไม่ตกใจเท่าไรนักที่จะเห็นรองเท้าอีกคู่หนึ่งวางอยู่อย่างเป็น ระเบียบข้างตู้เก็บรองเท้า ชายหนุ่มจึงรีบถอดรองเท้าตัวเองแล้วเก็บใส่ตู้ให้เป็นระเบียบ ก่อนจะโยนสลิปเปอร์ลงบนพื้น แล้วใส่เดินเข้ามาข้างในห้องอพาร์ทเม้นท์ของตัวเอง

ความจริงเขาเองก็ ไม่ใช่คนที่พิถีพิถันอะไรมากมายนักกับเรื่องการเก็บ รองเท้า แต่พอจียงย้ายเข้ามาอะไรๆ ที่ไม่ต้องพิถีพิถันกลับมาต้องเปลี่ยนไป จนทำให้ตอนนี้เขาเริ่มรู้สึกว่าตัวเองเริ่มมีระเบียบขึ้นมาบ้าง ชายหนุ่มยังคงเดินคลำทางไปยังห้องครัวท่ามกลางความมืด จนเมื่อเดินมาถึงเขาจึงตัดสินใจเปิดไฟและพบเห็นกับสิ่งที่ทำให้เขามีรอยยิ้ม บนใบหน้าอีกครั้งหนึ่ง

ชุดอาหารมื้อเย็นที่เย็นชืดวางอยู่อย่าง เป็นระเบียบ แถมมีพลาสติกห่อไว้อย่างดี ทำให้ซึงฮยอนไม่รอช้าที่จะเดินไปนั่งหลังโต๊ะ พร้อมถกแขนเสื้อขึ้นแล้วบรรจงแกะพลาสติกที่คลุมอยู่ออก

มันก็เป็น อาหารเรียบง่ายอย่างซุปมิโสะกับหมูย่างคลุกซีอิ๊ว หากแต่ซึงฮยอนกลับรู้สึกอร่อยอย่างบอกไม่ถูก เขาจึงเผลอรีบร้อนคีบข้าวและเนื้อหมูเข้าปากไม่หยุด บางครั้งก็ยกถ้วยซุปขึ้นซดเพื่อให้คล่องคอ จนไม่ได้ยินเสียงฝีเท้าที่เดินเข้ามาใกล้ๆ ห้องครัว กว่าจะรู้ตัวอีกทีเงาของจียงก็เข้ามาประชิดตัวพร้อมยืนกอดอกมองดูเขาอย่าง ปลงๆ

“กลับมาแล้วเหรอ”

จียงถามพร้อมรอยยิ้มบางๆ ก่อนจะยื่นมือไปปัดเม็ดข้าวที่ติดอยู่ข้างแก้มซึงฮยอน

“กินข้าวยังไงของพี่เนี้ย” จียงส่งเสียงดุ “กินข้าวเป็นเด็กไปได้”

ซึงฮยอนไม่ได้แก้ตัวอะไรนอกจากปล่อยให้จียงยืนจัดการเขาราวกับเขาเป็นเด็ก และนึกอุ่นใจทุกครั้งที่มีเม็ดข้าวติดอยู่ที่แก้มตัวเอง

“ตื่นมาดูฉันเหรอ” เขาถามพลางคีบข้าวคำต่อไป
“ใครว่า...”จียงปฏิเสธฉับพลัน “ได้ยินเสียงกุกกักๆ นึกว่าขโมยขึ้นบ้าน”

สี หน้าเมินเฉยพร้อมกับรอยยิ้มอ่อนใจ ทำให้ซึงฮยอนนึกอยากจะดึงเจ้าตัวมากอดไว้บนตักตัวเอง แต่ทว่ามื้ออาหารเย็นที่กำลังเอร็ดอร่อย พร้อมกับเสียงท้องร้องเบาๆ มันทำให้เขาเลือกที่จะไม่ทำให้สิ่งที่ตัวเองอยากทำ จียงจึงขยับตัวไปพิงขอบโต๊ะใกล้ๆ เขาแทน

“แล้วเป็นยังไงบ้างล่ะ” จียงถาม “แก้แผนการตลาดใหม่เสร็จหรือยัง”

คำ ถามของจียงทำให้ซึงฮยอนพยักหน้าเป็นคำตอบ และไม่นึกตกใจแม้แต่นิดเดียวที่อยู่ดีๆ จียงก็ถามเขาขึ้นมา ในเมื่อบริษัทของเขาเป็นบริษัทด้านการตลาดที่กำลังดูแลผลประโยชน์ในกับ บริษัทออกแบบเครื่องประดับหน้าใหม่ของวงการ ที่จียงกำลังเป็นนักออกแบบอยู่ ทุกอย่างที่จียงออกแบบ มันก็ต้องผ่านตาเขา และงานการตลาดเกือบทุกงานจียงเองก็รับรู้

“เสร็จแล้ว” ซึงฮยอนตอบ “เลยได้กลับบ้านเร็ว”

อากัป กิริยาที่บางทีก็เหมือนเด็กทำให้จียงอดยิ้มไม่ได้ เขาได้แต่ยืนพิงขอบโต๊ะพร้อมกอดอกและทอดสายตาลงมองคนที่ตัวสูงใหญ่ตรงหน้า โซ้ยข้าวอย่างไม่เกรงใจ เมื่อไหร่นะที่เขาคุ้นชินกับอากัปกิริยาแบบนี้และเมื่อไหร่นะที่เขาหลงรักคน แบบ นี้

“แต่ก็น่าสงสารเจ้าซึงรีมันนะ” จียงเอ่ยถึงชื่อหนึ่ง “คงเสียใจน่าดู ที่งานของตัวเองขายไม่ได้ตามเป้า”
“ซึงรีไม่ผิดหรอก” ซึงฮยอนอธิบาย “ถ้าจะผิดคงต้องเป็นทีมเซอร์เวย์ ที่ทำการสำรวจตกหล่น”

ถึง แม้คนรักของเขาจะพูดอย่างนั้นก็ตามเถอะ แต่ถ้าเป็นเรื่องของศักดิ์ศรีแล้ว มันเป็นสิ่งที่อธิบายให้เข้าใจกันได้ยาก โดยเฉพาะคนอย่างซึงรีที่ขึ้นแท่นเป็นนักออกแบบอันดับต้นๆของบริษัท ถึงแม้เขาจะไม่ค่อยชอบท่าทีที่หยิ่งจองหองของซึงรีมากนัก แต่ก็อดสงสารไม่ได้ถ้าลองเปรียบเทียบกับตัวเอง

“อีกอย่างจียง....” ซึงฮยอนพูดขึ้น “อย่าพูดถึงคนอื่นต่อหน้าฉันอีก....เพราะฉันหึง”
“กะ..กะ..ก็...ก็แค่” จียงพูดเรียบเรียงเป็นประโยคไม่ถูก “แค่บ่นเฉยๆ”

ซึงฮยอนทำทีเป็นไม่สนใจในคำตอบ ได้แต่คีบข้าวคีบกับเข้าปากเงียบ ปล่อยให้จียงนึกเขินอายกับความเถรตรงที่อยากพูดอะไรก็อยากพูดขึ้นมา

..............ทำไมพูดว่าหึงฉันได้หน้าตาเฉยแบบนี้นะ...............

ถึง แม้จียงจะคิดถามในใจหากแต่ซึงฮยอนกลับมีท่าทีนิ่งเฉย มีเพียงอากัปกิริยาทางสายตาเท่านั้น ที่มองกระเซ้าอีกฝ่ายเป็นพักๆ พอจียงสบตาเขาเข้าก็แกล้งเสมองไปที่อื่นราวกับไม่รู้ไม่ชี้ นั้นยิ่งทำให้ซึงฮยอนอดยิ้มและอดไม่ได้ที่จะภาคภูมิใจการรุกจียงกะทันหัน ด้วยคำพูด มันทำให้อีกฝ่ายน่ารักแบบนี้นี่เอง......

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

ถึง แม้จะทำงานใกล้กันแต่จียงก็รู้ดีว่าเวลาของเขากับซึงฮยอนมักไม่ค่อย ตรงกันเสมอ งานออกแบบของเขามักเข้างานไม่เป็นเวลา และส่วนใหญ่จะใช้เวลาทำงานที่บ้านมากกว่าที่จะไปที่บริษัท ส่วนซึงฮยอนต้องใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ที่บริษัทเพื่อประชุม และพบปะลูกค้ารวมไปถึงเข้าร่วมประชุมกับทีมนักออกแบบเครื่องประดับคนอื่นๆ ที่ต้องดูแล เลยไม่แปลกที่เขาสองคนจะไม่ค่อยได้เจอกันหรือมีกิจกรรมอะไรร่วมกัน สิ่งที่เขาทำให้ได้ก็มีเพียงแค่ดูแลความสะอาดของบ้าน รวมไปถึงทำอาหารทิ้งไว้ให้โดยเฉพาะตอนเย็น ทั้งๆ ที่บางครั้งเขาเองก็รู้ดีกว่าบางที
ซึงฮยอนอาจจะแวะกินจากกลางทางมาแล้ว แต่ก็แปลกที่ทุกครั้งอาหารมื้อเย็นของเขาจะหมดเกลี้ยง ถึงแม้ซึงฮยอนจะกลับมาดึกแค่ไหนก็ตาม

เสียง ฝักบัวในห้องน้ำเงียบลง ทำให้จียงรีบหลับตาแล้วนอนฟังเสียงอีกฝ่ายทำอะไรก๊อกๆแก๊กๆอยู่ใกล้ และรู้สึกตัวอีกทีเมื่อเตียงนอนอีกด้านหนึ่งยุบตัวลงไป พร้อมกับแขนข้างหนึ่งที่จงใจพาดบนอยู่บนเอวเขา

“นอนหรือยัง จียง”

เสียงกระซิบถามเขาทำให้เขาไม่อยากจะแกล้งหลับ.....

“ยัง..... มันนอนไม่หลับนะ”
“เขยิบมาใกล้ๆ ฉันหน่อยสิ”

น้ำ เสียงที่ทอดเรียกอย่างนุ่มนวล ทำให้จียงพลิกตัวและกระเถิบเข้าไปใกล้ หนุนซุกอยู่กับอกกว้าง พร้อมกับวงแขนที่ตั้งใจกอดกระชับเขาให้แนบตัว ไออุ่นและกลิ่นกายที่คุ้นเคย ทำให้จียงยิ่งขดซุกราวกับกลัวว่าสัมผัสที่คุ้นเคยนั้นจะจางหายไป ไม่ใช่แค่คืนนี้หรอกที่ซึงฮยอนนอนกอดเข้าไว้แบบนี้ แต่เกือบทุกคืนที่ซึงฮยอนจะทำแบบนี้ ไม่ว่าคืนนั้นจะเป็นคืนที่เขาเหนื่อยแสนเหนื่อยจนนอนไม่รู้สึกตัว หรือแม้แต่จะเป็นคืนที่ซึงฮยอนกลับดึกที่สุดจนเขาหลับสนิท แต่ทุกครั้งในยามเช้าเขาจะรู้สึกได้ถึงสัมผัสอุ่นๆ ของวงแขนที่นอนกอดเขาไว้ พร้อมกับเสียงของลมหายใจที่หลับสนิท และเสียงหัวใจที่เต้นเป็นจังหวะดังสม่ำเสมอ

“พี่ท็อป พี่ทำงานหนักหรือเปล่า ” จียงนึกโกรธตัวเองที่ถามอะไรงี่เง่าๆ ทั้งที่รู้
“ไม่หนักหรอก” ซึงฮยอนตอบด้วยหางเสียงนึกติดตลก “มีงานหนักสำหรับฉันด้วยเหรอ?”

เขา ไม่รู้ว่าเขาสมควรจะโกรธอีกฝ่ายหนึ่งอีกมั้ย ซึงฮยอนมักเป็นแบบนี้เสมอ ทำงานหนักจนไม่ค่อยห่วงตัวเอง ถึงแม้จะป่วยหนักเจียนตาย ยังเที่ยวไปปล่อยมุขตลกระหว่างรอตรวจจนโดนนางพยาบาลไล่กลับบ้าน

“พี่รู้มั้ยว่าฉันเป็นห่วง” น้ำเสียงจียงดูขึงขัง

อาการ งอนนิดๆ ของคนในอ้อมแขนไม่ได้ทำให้ซึงฮยอนรู้สึกสลด ตรงกันข้ามมันกลับยิ่งทำให้เขารู้สึกดีใจ จนต้องก้มหน้าลงบรรจงจูบหน้าผากเบาๆ

“รู้สิ” เขาตอบ “ถ้านายไม่ห่วงฉัน คงไม่ยอมทำอาหารเย็นไว้เผื่อฉันทุกวันหรอก”

จี ยงนึกอยากจะหายไปเสียตรงไหน แน่นอนเขาไม่เคยพูดอะไรหวานๆกับซึงฮยอนหรอก มีแต่เจ้าตัวนั้นแหละที่มักพูดอะไรเลี่ยนๆ ออกมาเสมอ หากแต่ทุกถ้อยคำที่พูดออกมา มันทำให้เขาดีใจจนอดรู้สึกมีความสุขไม่ได้

“รู้แล้วยังจะพูดติดตลกอีก...” เขาดุและเริ่มขยับตัวลุกขึ้นนั่งกอดเข่า “ถ้าทำงานหนักก็บอกสิว่าทำงานหนัก....”
“จียง” ซึงฮยอนยังคงนอนพูดอยู่ข้างๆ “ฉันไม่ใช่เด็กแล้วนะ”
“พี่กำลังหาว่าฉันยุ่งอยู่ใช่มั้ย!!!” จียงเริ่มพาล “ก็ได้...วันหลังฉันจะไม่ถามอะไรพี่แล้ว!!!!”

ซึงฮยอนถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะต้องขยับตัวลุกขึ้นนั่งตาม.....

“แล้วถ้าฉันบอก...นายจะห่วงฉันมากกว่าเดิมหรือเปล่า”
“ก็ต้องห่วงสิ...” จียงตอบโดยตกหลุมไม่รู้ตัว “จะไม่ห่วงได้ยังไง”
“แล้วฉันจะกล้าพูดได้ยังไง...ว่างานหนัก...ว่าฉันเหนื่อย” ซึงฮยอนถาม “ในเมื่อฉันไม่อยากให้คนที่ฉันรัก ต้องมาทุกข์ใจเป็นห่วงฉัน”

มัน เป็นคำอธิบายที่ไม่สั้นไม่ยาวแต่กลับทำให้จียงสะดุดใจ แล้วลองพิจารณาทุกอย่างอย่างรอบคอบ นั่นสิ..เขาไม่เคยได้ยินซึงฮยอนพูดว่าเหนื่อยหรือบ่นว่างานหนักอะไรเลยด้วย ซ้ำ ทุกครั้งที่กลับมาซึงฮยอนจะทำเหมือนว่าได้ทิ้งงานทุกอย่างไว้ที่ทำงานแล้ว ทั้งที่ความเป็นจริงบางครั้งงานของซึงฮยอนก็ทำแบบนั้นไม่ได้ แต่ซึงฮยอนก็ไม่เคยคิดถึงเรื่องงานเมื่ออยู่ต่อหน้าเขา สิ่งที่อีกฝ่ายคิดมีเพียงเรื่องของเขาและเรื่องระหว่างพวกเขาสองคนเท่านั้น

“ฉันรู้ว่านายห่วงฉันจียง” ซึงฮยอนพูด “ห่วงฉันมากจนฉันนึกอยากจะขอบคุณด้วยซ้ำ”
“ขอบคุณเรื่องอะไร” ตอนนี้อารมณ์เข้าเริ่มเย็นลง “พูดอะไรแปลกๆ”
“ขอบคุณที่เป็นห่วงฉัน” เสียงซึงฮยอนดังแผ่วๆ ใกล้หู “และขอบใจนะที่เปลี่ยนใจมาเดินข้างๆ ฉัน”

มัน ไม่ใช่ประโยคบอกรักจียงรู้ดีแก่ใจ แต่มันเป็นคำพูดที่เต็มไปด้วยความรู้สึกที่อ่อนหวานและน่าหลงใหล จียงเงยหน้าขึ้นจากเข่าตัวเองและเอียงหน้ามองไปยังอีกฝ่าย ที่ยังคงจ้องมองตรงมาที่เขาไม่ลดละ ทั้งสีหน้าและแววตาที่มุ่งมั่นและมองตรงกลับ มันทำให้เขารู้ว่าตอนนี้เขาเป็นที่หนึ่งสำหรับซึงฮยอน

“น่าจะเป็นผมมากกว่าที่น่าจะพูดว่าขอบใจ...” จียงแก้ “ผมยังไม่ได้ทำอะไรให้พี่สักอย่างเลย”

ซึงฮยอนได้แต่ยิ้มและจ้องมองแววตาที่มองตรงมาที่เขา ก่อนจะขยับเข้าไปใกล้และเขยิบตัวให้อยู่ในท่าแบบเดียวกับเจียง

“ใครบอก..... นายทำให้ฉันแล้วต่างหาก” เขาเป็นฝ่ายแก้ต่าง “แค่ความห่วงใย มันก็มากแล้ว....สำหรับฉัน”

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

ผู้ คนตามท้องถนนต่างแวะเวียนเข้าออกร้านค้าที่มีบูธขายช็อกโกแลตตั้ง อยู่อย่างคึกคัก จียงเองได้แต่เดินผ่านแล้วเหลียวมองและนึกเสียดายอยู่นิดๆ ที่วันนี้เขาคงไม่ได้ให้ช็อกโกแลตกับซึงฮอยน ในเมื่อกว่าซึงฮยอนจะกลับมานาฬิกามันก็คงบอกเวลาเช้าหลังวันวาเลนไทน์พอดี แล้วมันจะมีความหมายอะไร ถ้าช็อกโกแลตที่ซื้อมาไม่ได้ให้ในวันแห่งความรัก

เขา ยังคงเดินผ่านผู้คนที่คลาคล่ำตามท้องถนน จนผ่านร้านสะดวกร้านหนึ่ง จียงยืนชั่งใจอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจเดินเข้าไปในร้านแล้วหาซื้ออาหารสำเร็จรูปติดมือกลับบ้าน ในเมื่อคืนนี้ซึงฮยอนคงต้องกลับดึกอีก เขาเลยตั้งใจซื้อสปาเก็ตตี้ผัดครีมซอสไปให้เป็นอาหารเย็น (หรืออาหารมื้อดึกก็ไม่รู้) เพราะถึงยังไงคืนนี้ก็คงไม่ต่างจากคืนก่อนอยู่แล้ว

จียงยืนถอน หายใจเมื่อมายืนอยู่หน้าประตูห้อง สปาเก็ตตี้ครีมซอสสองกล่องกับวันวาเลนไทน์ดูเข้ากันยังไงก็ไม่รู้.... ยิ่งคิดก็ยิ่งทำให้เขารู้สึกเหนื่อยใจ จนเขาตั้งใจว่าหลังกินอาหารมื้อเย็นตอนสองทุ่มเสร็จ เขาจะรีบเข้านอนเพื่อจะได้ตื่นขึ้นมาตอนเช้าให้หัวตัวเองแล่นสำหรับงานสัก หน่อย

แต่ทว่าพอเขาไขประตูเข้าไป เสียงโทรทัศน์ในห้องดูทีวีและแสงไฟที่เปิดสว่างทั่วทั้งบ้านกลับทำให้เขา ตกใจ และหันรอบตัวราวกับไม่เชื่อว่านี้คือบ้านของซึงฮยอน

“กลับมาแล้วเหรอ” เป็นซึงฮยอนที่ถามขึ้น “ซื้ออะไรกลับมา”
“ซะ....ซะ....ซื้อ...สปาเก็ตตี้ครีมซอส” เขารีบตอบอย่างรวดเร็ว “ว่าแต่....พี่มาทำอะไรที่บ้าน”
“ก็กลับบ้านนะสิ” ซึงฮยอนนึกขำกับคำถาม “ถามอะไรแปลกๆ”

นอกจากจะเข้ามาแย่งถุงพลาสติกไปจากมือเขาแล้ว ซึงฮยอนยังเดินไปจัดการอุ่นมันในเตาไมโครเวฟ ปล่อยให้
จียงยืนงงกับความผิดปกติที่กลับบ้านก่อนเที่ยงคืนของคนรักตัวเอง

“แล้ว....ทำไมถึงกลับมาเร็วล่ะ” จียงถามขึ้น “ปกติตอนนี้พี่ต้องทำงานอยู่นี่น่า”
“แค่อยากกลับบ้านเร็วน่ะ” ซึงฮยอนตอบและจัดเตรียมอาหารเย็นให้พร้อมก่อนเดินถือออกไปห้องดูทีวี “ไม่ได้มีอะไรพิเศษหรอก”

คำ ตอบของอีกฝ่ายยิ่งทำให้จียงรู้สึกได้ถึงความเหนื่อยใจของตัวเอง ความจริงเขาเองก็ไม่ใช่คนที่เห่อเทศกาลอะไรมากนักหรอก แต่บางครั้งมันก็อดไม่ได้ที่จะแอบคิดให้มีเซอร์ไพส์เกิดขึ้นในโอกาสพิเศษ ทั้งๆ ที่เขาเองก็รู้ดีว่าเป็นไปไม่ได้ ในเมื่อมีคนรักอย่างซึงฮยอน

เขา จึงได้แต่เดินตามหลังไปอย่างปลงๆ ก่อนจะทรุดตัวนั่งลงข้างๆ พร้อมเอื้อมตัวไปหยิบกล่องสปาเก็ตตี้ของตัวเองมานั่งกิน คนข้างๆ เขาก็คงเริ่มกินไปเยอะแล้ว มันถึงได้ดูพร่องลงจนน่าตกใจ จียงเองก็ค่อยๆ ละเลียดกินสลับกับดูทีวี โดยไม่ทันสังเกตคนข้างๆ เริ่มขยับตัว

“เฮ้....นี้มันกุ้งของฉันนะ” จียงเริ่มโวยวาย “ของพี่ก็มีนี่น่า”
“ก็มันหมดแล้ว” ซึงฮยอนบอก “กินของนายนั้นแหละ”
“เฮ้.....” จียงตั้งท่าจะไม่ยอมและพยายามจะแย่งกุ้งของตัวเองกลับ “เอาของผมคืนมานะ”
ท่า ทางที่จริงจังของจียงทำให้ซึงฮยอนยิ้มกว้างโดยที่จียงเองไม่ทันได้ สังเกต ชายหนุ่มเปลี่ยนมือถือส้อมสลับกันไปมาให้วุ่นวาย จนจียงเหนื่อยที่จะแย่งคืน

“เอาไปเลย!!!” จียงเริ่มปลงอีกครั้ง “ไม่กินก็ได้!!!”

ท่า ทีแง่งอนของอีกฝ่ายยิ่งทำให้ซึงฮยอนนึกเอ็นดู เขาเปลี่ยนไปนั่งให้หลังตัวเองพิงกับเบาะของโซฟาตัวกว้าง และนั่งหมุนส้อมที่เสียบกุ้งอยู่ไปมาอย่างไม่รู้เบื่อ จนจียงเริ่มรู้สึกรำคาญและต้องหันหน้ากลับมา

“จะกินก็กินไปสิ!!!” จียงเสียงดังเข้าให้ “นั่งยิ้มอยู่ได้”
“กินคนเดียวมันไม่อร่อยนะสิ” น้ำเสียงซึงฮยอนเจือความเสียดาย “ต้องหาคนกินด้วย”

ซึง ฮยอนไม่พูดเปล่ายังหันเจ้ากุ้งตัวปัญหาเข้ามาใกล้ปากเขาอีก จียงที่ยังคงรู้สึกงอนนิดๆ ได้แต่เขม่นตามองสลับระหว่างกุ้งกับเจ้าคนขี้แกล้งตัวใหญ่ แต่ก่อนที่ซึงฮยอนจะแกล้งโดยการเอากุ้งตัวน้อยเข้าปากตัวเอง จียงกลับคว้ามือข้างนั้นไว้และจับแน่นก่อนจะเอากุ้งเจ้าปัญหาตัวนั้นเข้าปาก ตัวเองทั้งตัว แล้วเคี้ยวอย่างรวดเร็วและส่งสายตาถือชัยชนะในศึกชิงกุ้งผสมครีมซอสครั้งนี้

“อร่อยมั้ยล่ะ” ซึงฮยอนถามยิ้ม “บอกแล้วว่าต้องกินสองคนถึงจะอร่อย”

จี ยงยังคงเคี้ยวไปและเริ่มมีรอยยิ้มบนริมฝีปาก และนึกในอภัยกับความขี้แกล้งของซึงฮยอนแต่โดยดี และยอมขยับตัวไปนั่งซุกอกที่อ้าแขนรออยู่ ทั้งเสียงหัวเราะจากรายการโทรทัศน์กับความเงียบสงบของบรรยากาศรอบข้าง ทำให้เขารู้สึกว่ามันเป็นวันที่ดีกว่าวันไหน เสียงหัวเราะของซึงฮยอนดูจะสนุกสนานทุกครั้งที่พิธีกรเจ้าของรายการปล่อยๆ มุขฝืดออกมา จนทำให้เขาอดคิดไม่ได้ว่าวันนี้ซึงฮยอนดูจะคึกคักผิดปกติ แต่นั่นมันก็ทำให้เขายิ้มและเพลิดเพลินไปด้วย จนเผลอเลื่อนมือขึ้นมาจับแขนข้างที่กอดเข้าไว้โดยไม่รู้ตัว

เวลาผ่านไปนานจนเขาไม่รู้ตัว กว่าจะรู้อีกทีก็คือซึงฮยอนค่อยๆ คลายอ้อมแขนออก จนทำให้จียงต้องเขยิบตัวแล้วใช้สายตาถามด้วยความสงสัย

“ขอบใจนะที่มาเดินเคียงข้างฉัน” ซึงฮยอนพูดประโยคแบบเดียวกันกับเมื่อคืน “ฉันดีใจที่วันนี้ฉันมีนาย”

นอก จากสายตาที่มองอย่างมุ่งตรงแล้ว ทั้งคำพูดและน้ำหนักของเสียงในถ้อยคำ ทำให้จียงเผลอก้มหน้าลงโดยไม่รู้ตัว ซึงฮยอนใช้มือขวาตัวเองบรรจงช้อนใบหน้าของอีกฝ่ายให้แหงนขึ้น และพยายามมองลึกเข้าไปในดวงตาคู่กลมที่ตอนนี้เต็มไปด้วยความเขินอาย แล้วโน้มใบหน้าลงแนบฝีปากประกบกับริมฝีปากอิ่มเบาๆ ความหวานของครีมซอสที่ยังหลงเหลืออยู่จางๆ ทำให้จูบในตอนนี้ยิ่งแสนหวาน ถึงแม้จะเป็นเพียงจุมพิตแบบผิวเผินแต่มันก็ยิ่งทำให้จียงเขินอายจนต้องก้ม หน้าลงจนแทบจะมุดหนีไป

“ขอบใจที่ทำให้ฉันอยู่กับปัจจุบัน” ซึงฮยอนไม่พูดเปล่ายังเอื้อมมือไปรั้งจียงเข้ามากอด “ขอบคุณที่ทำให้ฉันรู้สึกว่าสิ่งที่เรียกว่า ‘ตอนนี้’ เป็นสิ่งที่มีค่า”

ทุก ถ้อยคำ..ทุกความรู้สึกที่ข้างหู ทำให้จียงไม่ลังเลที่จะยกมือขึ้นโอบกอดคนตรงหน้าตอบ แล้วซุกใบหน้าลงกับอกอุ่นๆ ที่ทุกครั้งมันจะอยู่ ณ ที่นั้น....ที่ๆ เขาต้องการเสมอ....ถึงแม้เขาจะคาดหวังอะไรบางอย่างกับซึงฮยอนไว้บ้าง และเหนื่อยใจเมื่อมันไม่เป็นไปอย่างที่หวัง แต่ทุกครั้งซึงฮยอนก็อยู่ ณ ตรงนั้น...อยู่ ณ ที่นั้น...มองดูเขา

“Happy Valentine นะ พี่ท็อป” จียงพูดออกมา “ผมเองก็มีความสุขที่ได้อยู่กับพี่”

แน่ นอนการตัดสินใจของพวกเขาในเส้นทางที่ไม่ราบรื่น มันทำให้มีปัญหาต่างๆ มากมาย อาจมีบ้างที่ทะเลาะกัน ไม่ได้ดั่งใจกัน....แต่สุดท้าย....พวกเขาก็มักจะขอบคุณและขอบใจกันอยู่เสมอ ......

“ฉันรักนายนะจียง” น้ำเสียงของซึงฮยอนดูจริงจัง “และจะรักนายให้มากขึ้นทุกๆ วัน”

มัน ไม่ใช่คำสัญญาหรอกจียงรู้ดี เพราะทุกคำพูดของซึงฮยอนมันเกิดขึ้นมาจากความรู้สึกที่มีจริงๆ ...จะรักเขาให้มากขึ้นทุกวัน....จะทำได้เหรอ..ในเมื่อที่หนึ่งในใจของซึง ฮยอนอีกอย่างก็คือเรื่องของงาน.....

“ไม่ต้องขนาดนั้นหรอก” จียงบอกและย้ำสิ่งที่เขาอยากบอก “แค่รักฉันให้ได้อย่างนี้ทุกวันก็พอแล้วแค่นี้ฉันก็มีความสุขแล้ว”

ความ รักมันเป็นยังไง....แล้วทำไมใครๆ ถึงได้ต่างไขว่คว้าหามัน...มันเป็นคำถามที่จียงเคยนึกสงสัย....ถึงแม้ตอนนี้ เขาจะมีคนรัก แต่มันก็ยังไม่ใช่คำตอบ....อาจจะเป็นเหมือนช็อกโกแลตที่มีรสหวานแต่ก็มีรสขม ผสมอยู่..อาจจะเหมือนดอกกุหลาบที่สวยงาม...แต่มันก็มีความเจ็บปวดจากหนามที่ แหลมคม....แต่ไม่ว่ายังไงก็ตาม...เขาก็อยู่กับความรัก...ความรักที่เขาเลือก ...และคนที่เขาเลือกก็คือ คนที่เสพติดการทำงานหนักคนนี้...เจ้าของอ้อมแขนที่อบอุ่นคนนี้...คนที่ชื่อ ว่า...ซึงฮยอน....

“ขอโทษนะที่ไม่ได้เตรียมช็อกโกแลตให้” จียงว่า “ทั้งๆ ที่เป็นวันวาเลนไทน์แท้ๆ”
“ใคร ว่านายไม่ได้เตรียม” น้ำเสียงซึงฮยอนเริ่มแปลกพร้อมกับสัมผัสแปลกที่สอดเข้ามาในเสื้อ “นายเป็นช็อกโกแลตชั้นดีสำหรับฉันเลยต่างหาก”

กว่าจะรู้ตัวริม ฝีปากอิ่มก็ถูกปิดไม่ได้ส่งเสียงโต้แย้ง สัมผัสจากฝ่ามือเริ่มไล้ไปตามลำตัวเขาเรื่อยๆ จนเสื้อยืดตัวเก่งค่อยๆ โดนถกขึ้น จูบที่แสนหวานเริ่มเร่าร้อนและรุกเร้าจนจียงส่งเสียงร้องเบาๆ ในลำคอ และตอบสนองริมฝีปากของใครบางคน...ที่หมายจะทำให้คืนนี้เป็นการชิมช็อกโกแลต ชิ้นที่พิเศษที่สุด....ในสายตาเขา...เพียงผู้เดียว

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

END



คุยกันท้ายเรื่อง

1. ตอนนั่งแก้เรื่องนี้........อารมณ์แบบวา “หมั้นไส้เฟ้ย พวกแกจะหวานกันไปไหน คนไร้คู่ แบบตูอิจฉาอะ” แล้วทำให้เรารู้สึกนับถือ พวกที่แต่งฟิค หวานๆ เลย....รู้เลย ตัวเองเขียนสไตค์นี้ไม่ได้แน่ๆ
2. ต้องขอขอบคุณ คุณเพื่อนเลิฟที่อนุญาตให้เอาฟิคมาแปลง และน้อง kwonbi ที่มาบรูฟงานให้

Comment

Comment:

Tweet

ขอรีเควส

"ฟิคผู้สูงอายุ"
"ฟิคที่รวมอายุแล้วเกิน100"
"ฟิครวมงานเชงเม้ง"

จัดให้น้องหน่อย

#4 By •[]•AkiAkoAke•[]• on 2010-09-05 00:47

มันหวานนนนนนมากกกก

ทำไมคนแต่งเค้าแต่งได้หวานขนาดนี้

ครอ่านอิจฉาในความหวานของคู่นี้จริงๆ

ไม่รู้สิ ถึงท็อปจะไม่แสดงความรักแบบคู่อื่น

แต่มันก็แฝงไว้ซึ่งความรักมาก เหมือนบ้างาน

แต่ไม่หลีหญิงไรงี้ อิจฉาง่ะ

#3 By aoy (58.9.199.66) on 2010-09-03 12:38

มันหวานนนนนนมากกกก

ทำไมคนแต่งเค้าแต่งได้หวานขนาดนี้

ครอ่านอิจฉาในความหวานของคู่นี้จริงๆ

ไม่รู้สิ ถึงท็อปจะไม่แสดงความรักแบบคู่อื่น

แต่มันก็แฝงไว้ซึ่งความรักมาก เหมือนบ้างาน

แต่ไม่หลีหญิงไรงี้ อิจฉาง่ะ

#2 By aoy (58.9.199.66) on 2010-09-03 12:37

น้องเจจ๊ะ....

แบบว่าหวานมากกกกกกกกกกก....

พี่ก็นั่งนึกหน้าอีโป้....

มันหวานเป็นหรอวะ....

เหอๆ....

แต่ก็โอเค....

น่ารักไปอีกแบบเนอะ...

เป็นกำลังใจให้กันและกัน....

ไรท์เตอร์สู้ๆ.....

#1 By LoveLoveChoiSeungHyun on 2010-09-01 18:43