FIC : Itsuka (สักวัน)

posted on 17 Sep 2010 19:13 by pucharapa

เรื่องของเรื่อง....ไม่มีอะไรมาก

อยากอัพบล็อค  แต่ไม่มีประเด็น +ขี้เกียจ

เลยเอาฟิคมาลงดีกว่า....555

ลงไปแล้ว ใน GDONTOP

คนที่อ่านแล้วก็นะ....ส่วนคนที่ไม่เคยอ่านลองอ่านดูนะค่ะ ^__^

----

(OS) Title ::...Itsuka (สักวัน)
Pairing :: TOP x Jiyong
Author :: u4570163
POST & Re-write :: J-chan
Author’s Note :: เช่นเดิมค่าาา  ฟิคเรื่องนี้รีไรท์มาจากของเพื่อน  เจ้าของอนุญาติเรียบร้อนแล้ว 

ต้นฉบับเดิมของ  ป๋าเทะกะคุณฮิซา
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

ถึง แม้วันนี้จะเป็นวันอาทิตย์ที่ใครๆ มักจะเข้าไปโบสถ์กัน หากแต่สำหรับซึงฮยอนแล้วการไปโบสถ์ในวันอาทิตย์

แทบจะไม่มีความหมายอะไรกับ เขาเลย เขาไม่เคยเชื่อในพระเจ้า ไม่เคยเชื่อในเรื่องของบาปที่มีแต่กำเนิด

และไม่เชื่อด้วยว่าเขาจะเป็นลูกหลานของอดัมและอีวา บิดามาดรของมวลมนุษยชาติที่ทำผิดจนถูกเนรเทศลงจากสวรรค์มาสู่พื้นโลก

แต่การที่เขาต้องมาโบสถ์ในวันอาทิตย์ทุกวันก็เพราะเป็นการเอาใจจียงคนรัก ของเขาต่างหาก

ครอบครัวของจียงเป็นคริสเตียนผู้เคร่งครัด เขาได้ข่าวว่าก่อนที่พ่อของจียงจะสอบเข้าเรียนแพทย์ศาสตร์ได้

พ่อของจียงได้เคยชีวิตเป็นสังฆานุกรในโบสถ์มาก่อน แต่เพราะอยากจะเรียนแพทย์มากกว่า

เลยตัดสินใจที่จะไม่เรียนต่อเพื่อเป็นบาทหลวง เลยทำให้ได้พบกับแม่ของจียง จนมีลูกสาวและจียงอีกหนึ่ง



บรรยากาศรอบโบสถ์ในวันนี้ยังคงเงียบสงบ ตัวโบสถ์สีขาวกับยอดเสาสูงยังคงตั้งตระหง่านอยู่ใกล้ๆ กับถนนที่จะไปยังท่าเรือ

มันแทบจะกลายเป็นโบสถ์ประจำเมือง N ไปเลย เพราะมันมีประวัติศาสตร์ร่วมกับเมืองนี้ไม่น้อย

แต่เขาก็ไม่ค่อยรู้อะไรมากนักเกี่ยวกับมัน รู้แต่ว่าตอนเขายังเป็นเด็กเขาชอบมาวิ่งเล่นที่นี้เป็นที่สุด

พร้อมๆกับเพื่อนในแก๊งรุ่นราวคราวเดียวกันอีกหลายคน    จากวันนั้นจน ถึงตอนนี้โบสถ์หลังบ้านเขาก็แทบจะไม่มีอะไรเปลี่ยนไปเลย

นอกเสียจากว่ามันจะดูเก่าลงและไม่คึกคักเหมือนสมัยก่อน ที่ผู้คนละแวกนี้มักจะมารวมตัวกันสวดมนต์อ้อนวอนกับ

พระเจ้า และจัดงานเลี้ยงสังสรรค์เล็กน้อยประเภทเลี้ยงน้ำชาพร้อมขนมเล็กๆ น้อยๆ เป็นงานเลี้ยงสังสรรค์เล็กๆ

หลังจากการสวดภาวนาเสร็จ ทั้งขนมและน้ำชาเลยกลายเป็นของแถมสำหรับเขา เมื่อได้มาสวดมนต์ภาวนากับครอบครัว

แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้นเขาก็ไม่ เชื่อหรอกว่าพระเจ้าจะเป็นสิ่งที่มีอยู่ จริง ยิ่งโตขึ้นพระเจ้าสำหรับเขาก็คือใครก็ไม่รู้

ที่เอาแต่หลบซ่อนตัวอยู่ แล้วปล่อยให้สิ่งที่เป็นที่รักของพระองค์เผชิญชะตากรรมกับความชั่วร้ายที่มี อยู่มากมายบนโลกใบนี้

เขาไม่ค่อยได้ไปโบสถ์หลังจากอายุย่างเข้าสู่วัยรุ่นและยิ่งพอย้ายเข้าไปทำ งานในโซล เขาก็แทบจะไม่รู้จักคำว่าสวดภาวนาเลยด้วยซ้ำ

      นานเท่าไร.. ที่เขาห่างเหินจากสิ่งที่เรียกตัวเองว่าพระเจ้า?....เขาเคย นึกถามตัวเองเล่นๆ ในวันหนึ่งที่ผ่านไป

แล้วก็แน่นอนเขาจำไม่ได้ว่าหรอกว่า เขากลายเป็นคนแปลกหน้ากับพระเจ้าตั้งแต่เมื่อไร  

จนเมื่อวันหนึ่งเขาเจอกับจียงที่หน้าโบสถ์ห่างจากที่ทำงานไปเกือบสอง กิโลเมตร มันเลยทำให้เขาเริ่มจะจำได้ว่า

เขาไม่ได้ไปให้พระเจ้าเห็นหน้าเขานานแค่ไหน    ทั้งภาพไม้กางเขนไม้ อันใหญ่ที่ติดอยู่บนผนัง

ภาพประวัติของเด็กมหัศจรรย์ชื่อว่าเยซู กับนางมารีและโจเซฟ ที่ทำมากจากระจกโมเสสนับพันชิ้น

และภาพของใครบางคนที่มักนั่งอยู่แถวหน้าเสมอในตอนเย็น แสงเทียนที่ส่องสว่างท่ามกลางความมืด

ทำให้คนคนนั้นดูโดดเด่น และน่าหลงใหลราวกับเป็นงานปูนปั้นชั้นดี เขาเองก็ไม่แน่ใจว่าการเดินเข้าโบสถ์ไปในวันนั้น

เป็นเพราะอำนาจดลใจของสิ่ง ที่เรียกว่าพระเจ้าหรือเปล่า แต่เขาก็ยอมเดินเข้าไปหลังจากไม่เคยเหยียบย่างเข้าไปในโบสถ์เป็นเวลานาน

ทันที ที่ก้าวเข้าไปความรู้สึกอึดอัดและความกังขาเก่าๆ ตั้งแต่สมัยวัยรุ่นย้อนกลับมาหาตัวเขาทันที

หากแต่ในวันนั้นข้อกังขาทั้งหลายมันไม่รุนแรงเท่ากับเมื่อก่อน เพราะสิ่งที่อยู่สายตาเขากลับดึงความสนใจของเขาออกไป

ภาพของคนหนึ่งที่นั่งนิ่งและสวดภาวนาอย่างสงบ ไม่สนใจแม้กระทั่งเสียงฝีเท้าที่เดินเข้าไปหา กว่าจะมีการสนทนาเกิดขึ้น

เขาก็ยืนอยู่ตรงนั้นทั้งเกือบยี่สิบนาที

“ขอ..ขอโทษครับ...” จียงมีสีหน้าเสียใจแบบสุดๆ “ผมคิดว่าโบสถ์ยังไม่ปิด”

“นายเป็นคริสเตียนหรือเปล่า” ผมถาม “หรือว่าเป็นพวกไม่มีอะไรทำเลยมาที่นี้”

“เออ..ครับ” จียงตอบเขา “ผมเป็นแคทอริก”

จะ แคทอริกจะคริสเตียนหรือจะอะไรก็ช่างเขาไม่สนใจอยู่แล้ว เพราะสิ่งที่เขาสนใจกลับเป็นสีหน้าและสายตาของจียงมากกว่า

ยามที่เมื่ออีกฝ่ายเหม่อมองตรงออกไปยังร่างที่ถูกตรึงบนไม้กางเขน มันทำให้เขารู้สึกใจสั่นอย่างบอกไม่ถูก

แววตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความชื่นชมและศรัทธา ทำให้เขาเกิดความรู้สึกละอายขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล

ทำไมเขาถึงต้องรู้สึกแบบนี้ด้วยนะ..ในเมื่อชีวิตของมนุษย์..เราต้องเป็นคน กำหนดเอง..ไม่ใช่พระเจ้าหน้าไหนทั้งนั้น...

แต่ทำไมคืนนี้เขาถึงได้รู้สึก ความรู้สึกละอายเป็นครั้งแรก...

“ไม่ทราบว่าโบสถ์จะปิดหรือยังครับ” จียงถามเขาเป็นคำถามต่อมา

“ไม่รู้สิ” เขาตอบ “ฉันไม่ได้อยู่ที่นี้”

“อ้าว!..คุณไม่ได้เป็นบาทหลวงหรือครับ” จียงอุทานด้วยความตกใจ “ผมนึกว่าคุณเป็นบาทหลวงซะอีก”

ซึง ฮยอนแทบจะขำพรืดกับคำพูดของอีกฝ่ายในทันที คิดว่าเขาเป็นบาทหลวง....เอาอะไรมาคิด...อย่างเขาเนี้ยนะจะเป็นบาทหลวง

แค่สิ่งที่เรียกว่าพระเจ้าเขายังไม่เคยคิดเลยว่าจะเป็นสิ่งที่มีอยู่ และยิ่งโตขึ้นความคิดเขาก็เข้าขั้นดูถูกพระเจ้าเลยด้วยซ้ำ

“ฉันเหมือนพวกบ้านั้นมากหรือไง” เขาถามกึ่งเยาะเย้ย “พวกที่เชื่อในสิ่งที่ไม่มีอยู่จริง”

“คุณไม่ใช่คริสเตียน!” จียงอุทานอีกครั้ง “แล้วคุณเข้าที่นี้ทำไม”

“ก็มันไม่ได้มีป้ายห้ามเข้า” เขาตอบยียวน “เลยเข้ามา เผื่อจะเจอสิ่งที่นายเรียกว่าพระเจ้า”

“คุณกำลังดูถูกพระองค์” จียงเริ่มมีอาการเคืองเล็กน้อย “อย่างน้อยคุณควรให้เกียรติสถานที่บ้างนะครับ!”

มัน ไม่ใช่ครั้งแรกหรอกที่เขาจะโดนใครต่อว่ามาแบบนี้ เพราะแม้แต่พ่อแม่เขาเองก็ยังเหนื่อยใจกับเขา

ที่มีความคิดแบบ ‘งี่เง่า’ และหลบลู่สิ่งเบื้องบน ซึงฮยอนจึงไม่สะทกสะท้านอะไรกับกิริยาท่าทางที่ไม่ค่อยพอใจนักของคู่สนทนา

เขาเอาแต่ยืนเหม่อมองตรงไปยังไม้กางเขนอันใหญ่ข้างหลังแท่นประกอบพิธีสีขาว โดยไม่คิดจะตอบโต้อะไร

“พระองค์ไม่ได้อยู่ตรงนั้นหรอกครับ” เป็นจียงที่เอยขึ้นก่อน “ต่อให้คุณมองให้ตาย พระองค์ก็ไม่ปรากฎให้คุณเห็นหรอก”

“ฉันคงบาปมากสินะ” เขาพูดโดยไม่ได้คิดอะไร “พูดแบบนี้ถูกมั้ย?”

“พระองค์ อยู่กับเราเสมอต่างหากล่ะครับ” เหมือนเขาถูกอีกฝ่ายเทศน์โดยไม่รู้ตัว

“เขาว่ากันว่าสายตาของมนุษย์หยาบเกินไปที่มองเห็นความละเอียดของพระองค์”

มัน ช่างเป็นคำอธิบายที่ดูจะเต็มไปด้วยเหตุและผล แต่สำหรับเขาแล้ว มันก็ยังคงเป็นเรื่องที่งี่เง่าอยู่ดี

ดังนั้นซึงฮยอนจึงไม่ได้ใส่ใจอะไรมาก นอกจากหันหลังกลับเพื่อจะเดินออกไปจากโบสถ์

และปล่อยทิ้งพวกที่งมงายให้อยู่กับสิ่งที่ไม่มีอยู่จริงต่อไป

“คุณมาที่นี้ได้เสมอนะครับ!!” เสียงของจียงดังไล่หลังเขามา “บางที....มันอาจช่วยอะไรคุณได้บ้าง!!!”

แทน ที่เขาจะได้เดินกลับออกไป แต่กลับกลายเป็นว่าซึงฮยอนต้องหยุดเดินเพื่อหันไปเผชิญหน้ากับอีกฝ่ายแทน

และจ้องมองอีกฝ่ายด้วยความสงสัย

“ช่วย...?!” เขาตะโกนกลับ “ทำไมต้องช่วยฉัน!”

“เพราะพระองค์คงมองเห็นคุณ!!” จียงเองก็ตะโกนตอบเช่นกัน “เลยให้คุณเดินเข้าที่นี้...พระองค์คงอยากช่วยคุณ!!!”

ถึง แม้อีกฝ่ายจะอธิบายมาอย่างเป็นเหตุและผล แต่สำหรับซึงฮยอนแล้วเขากลับรู้สึกว่ามันเป็นการใช้เหตุผลที่แย่มากที่สุด

เท่าที่เขาเคยพบ ดังนั้นเขาจึงไม่สนใจกับคำอธิบายนอกเสียจากว่า

“ฉันดูแลตัวเองได้!!” บางทีคำตอบของเขาอาจหยิ่งยะโสเกินไป “บอกพระเจ้าของนายให้ดูแลตัวเองไปจะดีกว่า!!”

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

….หรือเป็นเพราะคำตอบของเราในวันนั้นกันแน่นะ....

สี หน้าของเขายังคงครุ่นขบคิดอยู่ต่อไปตลอดทางเดินไปตลาด ถึงแม้ระยะทางมันจะค่อนข้างไกลไปสักหน่อย

แต่ระหว่างที่เขาเดินคิดอะไรมาเรื่อยๆ มันเลยทำให้เขาไปถึงที่ตลาดได้เร็วกว่าที่เขาคิดไว้ นอกจากของสดเล็กๆ น้อยๆ

ที่เขาซื้อติดมาแล้ว ซึงฮยอนไม่ลืมที่จะแวะร้านขายดอกไม้ร้านเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ตรงหัวมุมถนนอีกฟากหนึ่งกับบ้านของเขา

ภายในร้านก็ไม่ได้ดูหรูหราอะไรมากมาย มันออกจะเป็นร้านดอกไม้ธรรมดาๆ ตามแบบฉบับร้านในต่างจังหวัด

หากแต่บรรยากาศทั้งภายในและภายนอกร้านกลับให้ความรู้สึกที่ดีกว่าร้านดอกไม้ หรูๆ อย่างในเมือง

ทำให้เขาค่อนข้างจะเพลินในการเดินชมดอกไม้นาๆ พันธุ์ที่วางขายอยู่ในร้าน

อัทธยาศัยของหญิงเจ้าของร้านทำให้เขาคุยกับเธอได้เพลินๆ พอๆ กับความงดงามของดอกไม้

ที่ออกดอกผลิบานอยู่ในแจกันขนาดต่างๆ และสุดท้ายเขาก็คว้าดอกลิลลี่มาเป็นดอกไม้หลักของช่อให้มือ พร้อมเดินถือมันกลับบ้านไปด้วย

คงไม่มีใครตอบได้ละมั้ง..ว่าทำไมเขาถึงต้องได้พบกับจียงในวันนั้น..พบในสถานที่ๆ เขาไม่ค่อยจะชอบใจนัก..

หลัง จากวันนั้นทุกอย่างก็ยังคงดำเนินอยู่ต่อไปจนเขาเองก็ไม่ได้สนใจอะไร กับโบสถ์แห่งนั้นอีก ไม่ว่าจะเดินผ่านมันเท่าไร

เขาก็ไม่ได้รู้สึกนึกอยากจะเดินเข้าไป ตรงกันข้ามเขากลับขยาดที่จะเดินเข้าไปใกล้มัน เขาเป็นแบบนี้อยู่เกือบสองสามเดือน จนสุดท้าย...

“มารู้จักเพื่อนใหม่หน่อยสิ เทมป์”

มัน เป็นคำเชิญชวนในวันหนึ่งหลังจากเขาแทบจะไม่ได้เงยหน้ามองใครเลยตลอด เวลาสองอาทิตย์ บริษัทของเขาเป็นบริษัทผลิตเกม

ถึงแม้มันจะเป็นแค่บริษัทเล็กๆ มีพนักงานใ